10 อาการโทรศัพท์พังบ่อย เจอแบบนี้ซ่อมหรือซื้อใหม่คุ้มกว่ากัน?
โทรศัพท์พังขึ้นมาเมื่อไร หลายคนมักลังเลว่าควรซ่อมดี หรือซื้อเครื่องใหม่ไปเลย เพราะบางอาการดูเหมือนเล็กน้อย แต่ค่าซ่อมอาจไม่คุ้ม หรือบางครั้งแค่เปลี่ยนอะไหล่เล็ก ๆ ก็กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม การรู้สาเหตุของอาการเสียตั้งแต่แรก จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น
บทความนี้ได้รวบรวม สาเหตุที่ทำให้โทรศัพท์พังบ่อย พร้อมแนวทางเบื้องต้นว่าอาการแบบไหนควรซ่อม อาการแบบไหนอาจคุ้มกว่าถ้าเปลี่ยนเครื่องใหม่ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายและเหมาะกับงบประมาณของตัวเองมากขึ้น
- 10 สาเหตุที่ทำให้โทรศัพท์พัง อาการแบบไหนเจอบ่อยบ้าง?
- โทรศัพท์พังแบบไหนควรซ่อม แบบไหนควรซื้อใหม่?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
- โทรศัพท์พัง ซ่อมที่ไหนดี?
10 สาเหตุที่ทำให้โทรศัพท์พัง อาการแบบไหนเจอบ่อยบ้าง?

มาดูกันว่า 10 สาเหตุที่ทำให้โทรศัพท์พัง มีอะไรบ้าง อาการแบบไหนที่พบได้บ่อย เจอแบบนี้จะซ่อมราคาเท่าไหร่ หรือจะตัดสินใจซื้อใหม่เลยดี
1. หน้าจอแตก
อุบัติเหตุยอดฮิตของคนใช้มือถือ คือเผลอทำตกแล้วหน้าจอแตก หรือร้าวเป็นเส้น ถึงจะยังใช้งานได้ แต่ถ้าปล่อยไว้อาจลุกลามจนจอเสียหนักขึ้น หรือเสี่ยงโดนน้ำและฝุ่นเข้าเครื่องได้ แนะนำให้รีบเปลี่ยนจอจะช่วยให้ใช้งานได้ปกติและปลอดภัยกว่า
- หน้าจอแตกซ่อมราคาประมาณ ~ 1,500 – 5,000 บาท
2. โทรศัพท์ตกน้ำ เปิดแล้วดับ

มือถือโดนน้ำ ไม่ว่าจะตกน้ำ ฝนตกใส่ หรือทำน้ำหกใส่ อาจทำให้เครื่องเปิดติดบ้าง ดับบ้าง หรือเปิดไม่ติดเลย หากรีบซ่อมเร็ว โอกาสกู้เครื่องกลับมาใช้งานได้ก็จะสูงขึ้น ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะอาจเกิดสนิมในตัวเครื่อง
- โทรศัพท์ตกน้ำ ซ่อมราคาประมาณ ~ 800 – 3,500 บาท
3. ลำโพงแตก เสียงไม่ชัด
ถ้าเปิดเพลงหรือรับสายแล้วเสียงเบา เสียงแตก หรือมีเสียงซ่า อาจเกิดจากลำโพงเสื่อม หรือมีฝุ่นสะสมในลำโพง การซ่อมหรือเปลี่ยนลำโพงจะช่วยให้เสียงกลับมาชัดเหมือนเดิม ใช้งานได้สบายขึ้น
- ลำโพงแตก ซ่อมราคาประมาณ ~ 500 – 1,800 บาท
4. แบตเตอรี่เสื่อม แบตหมดเร็ว

มือถือที่ใช้งานมานาน มักเจอปัญหาแบตหมดเร็ว ชาร์จบ่อย หรือเครื่องดับเองทั้งที่แบตยังไม่หมด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแบตเสื่อม การเปลี่ยนแบตใหม่ช่วยให้ใช้งานได้ยาวขึ้น และลดปัญหาเครื่องดับกะทันหัน
- แบตเตอรี่เสื่อม ซ่อมราคาประมาณ ~ 700 – 2,500 บาท
5. เครื่องชาร์จไม่เข้า หรือชาร์จติดบ้างไม่ติดบ้าง
ชาร์จแบตไม่เข้าแล้ว หรือชาร์จเข้ายากต้องปรับองศาสายชาร์จเยอะ ๆ อาจเกิดจากพอร์ตชาร์จหลวม หรือมีฝุ่นสะสมอยู่ภายใน ปัญหานี้พบได้บ่อย และส่วนใหญ่สามารถซ่อมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่
- พอร์ตชาร์จเสีย ซ่อมราคาประมาณ ~ 600 – 1,800 บาท
6. หน้าจอสัมผัสไม่ติด หรือกดไม่ไป
บางครั้งหน้าจอยังแสดงผลได้ปกติ แต่กดไม่ติด หรือสัมผัสเพี้ยน ทำให้ใช้งานลำบาก อาการนี้อาจเกิดจากจอเริ่มเสีย หรือโดนน้ำมาก่อน การเปลี่ยนหน้าจอใหม่มักช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด
- หน้าจอสัมผัสเสีย ซ่อมราคาประมาณ ~ 1,500 – 4,500 บาท
7. กล้องถ่ายรูปไม่ชัด หรือเปิดไม่ติด
ถ้ากล้องมือถือถ่ายแล้วเบลอ มีจุดดำ หรือเปิดแอปกล้องไม่ขึ้น อาจเกิดจากเลนส์เสีย หรือโมดูลกล้องมีปัญหา การเปลี่ยนกล้องใหม่จะช่วยให้กลับมาถ่ายภาพได้คมชัดเหมือนเดิม
- กล้องเสีย ซ่อมราคาประมาณ ~ 800 – 3,000 บาท
8. เครื่องค้าง ช้า หรือรีสตาร์ทเอง
มือถือที่ใช้งานไปนาน ๆ อาจเริ่มมีอาการค้าง เปิดแอปช้า หรือรีสตาร์ทเองโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดจากระบบภายในหรือเมนบอร์ดเริ่มมีปัญหา ควรให้ช่างตรวจเช็กเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
- เครื่องค้าง/รีสตาร์ทเอง ซ่อมราคาประมาณ ~ 500 – 3,500 บาท
9. ปุ่มเปิด–ปิด หรือปุ่มเสียงกดไม่ติด
ปุ่มกดที่ใช้งานบ่อย เช่น ปุ่ม Power หรือปุ่มเพิ่ม–ลดเสียง อาจเสื่อมหรือกดไม่ติดเมื่อใช้งานไปนาน ๆ การเปลี่ยนปุ่มใหม่จะช่วยให้ใช้งานได้สะดวกเหมือนเดิม
- ปุ่มกดเสีย ซ่อมราคาประมาณ ~ 500 – 1,500 บาท
10. สัญญาณมือถือหรือ WiFi อ่อนผิดปกติ

ถ้ามือถือจับสัญญาณได้ไม่ดี ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ปกติ อาจเกิดจากเสาอากาศภายในเครื่องมีปัญหา การตรวจเช็กและซ่อมส่วนนี้จะช่วยให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ได้ลื่นไหลขึ้น
- สัญญาณอ่อน ซ่อมราคาประมาณ ~ 700 – 2,500 บาท
โทรศัพท์พังแบบไหนควรซ่อม แบบไหนควรซื้อใหม่?
โทรศัพท์พังแบบไหนควรซ่อม แบบไหนควรซื้อใหม่ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว เพราะจริง ๆ แล้วมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องประเมิน ไม่ว่าจะเป็นจากอายุเครื่อง ค่าใช้จ่ายในการซ่อม และความรุนแรงของอาการเสีย ถ้าซ่อมในราคาที่ไม่สูงมากและเครื่องยังใช้งานได้ดี การซ่อมมักคุ้มค่ากว่า แต่ถ้าเครื่องเก่ามากหรือเสียหลายจุด การซื้อใหม่อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
เครื่องอืด ค้าง หรือดับเองบ่อยๆ แก้ไขอย่างไรได้บ้าง?
อาการนี้อาจเกิดได้จากทั้ง Software (ข้อมูลเต็ม/แอปค้าง) หรือ Hardware (IC บนบอร์ดมีปัญหา) ช่างที่ MBK สามารถตรวจสอบ (Diagnostic) เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงได้ หากเป็นที่บอร์ดและราคาซ่อมเกินครึ่งของราคามือสองในปัจจุบัน การซื้อใหม่อาจคุ้มค่ากว่า
โทรศัพท์ตกน้ำหรือเครื่องช็อต ซ่อมที่ MBK ไว้ใจได้ไหม?
ไว้ใจได้เลย เพราะที่ MBK Center มีช่างผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือทันสมัยสำหรับแก้อาการมือถือตกน้ำโดยเฉพาะ แนะนำให้รีบนำเครื่องมาที่ชั้น 4 ทันทีเพื่อป้องกันบอร์ดลัดวงจร ซึ่งการซ่อมจะช่วยรักษาข้อมูลสำคัญในเครื่องไว้ได้
ร้านซ่อมโทรศัพท์ MBK Center มีร้านไหนแนะนำบ้าง?
ร้านซ่อมโทรศัพท์ใน MBK Center มีร้านซ่อมมืออาชีพมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น 3G Mobilephone (ช่างเกียรติ), EasyPhone MBK, Mobile House MBK, Fixapple@MBK และร้านอื่น ๆ อีกมากมายที่ชั้น 4
ร้านโทรศัพท์ที่ MBK Center เปิดกี่โมง เปิด-ปิดวันไหนบ้าง?
ร้านโทรศัพท์ที่ MBK จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10:00 - 21:00 น. ตามเวลาห้าง หากลูกค้ามีปัญหาแบตเสื่อม จอพัง โทรศัพท์เสีย สามารถมาที่ MBK Center แล้วให้ร้านช่วยตรวจสอบตัวเครื่องได้
ทำไมต้องซ่อมโทรศัพท์ที่ MBK
MBK Center เป็นห้างใจกลางเมือง เดินทางง่ายเพราะติด BTS สนามกีฬาฯ และมีร้านซ่อมโทรศัพท์รองรับทุกรุ่น
ถ้าไม่อยากซ่อมโทรศัพท์แล้ว MBK Center มีศูนย์ขายโทรศัพท์ไหม?
ที่ MBK Center มีศูนย์จำหน่ายโทรศัพท์ชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น AIS Shop, TRUE Shop, Studio 7, Samsung, Honor Thailand MBK Store หรือร้านอุปกรณ์ IT ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสมาร์ทโฟนชั้นนำอย่าง BaNANA IT ก็มีให้บริการด้วยเช่นกัน
โทรศัพท์พัง ซ่อมที่ไหนดี?
ไม่ว่าจะซื้อหรือซ่อม ก็มองหาศูนย์หรือร้านขาย/ซ่อมโทรศัพท์ดี ๆ ได้ที่ MBK Center ศูนย์การค้าที่มีแหล่งรวมสินค้าไอทีและอุปกรณ์มือถือมากใจกลางกรุงเทพฯ มีร้านซ่อมโทรศัพท์ที่เปิดให้บริการครอบคลุมทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนยี่ห้อดังอย่าง iPhone, Samsung หรือมือถือรุ่นอื่น ๆ ที่สำคัญเดินทางสะดวกเพราะติดทั้งรถไฟฟ้า มีทั้งรถเมล์และเรือที่สามารถนั่งมาถึง MBK ได้เลย เหมาะสำหรับคุณลูกค้าที่ต้องการความสะดวกและต้องการซ่อมมือถือแบบด่วน ๆ ระหว่างรอซ่อมมือถือยังสามารเดินช็อปปิ้ง รับประทานอาหาร เดินเล่นชิว ๆ ระหว่างรอได้อีกด้วย
ติดต่อสอบถาม MBK Contact Center โทร 1285